CEO คืออะไร และบทบาทของ CEO ที่หลายคนยังไม่เคยรู้

ใครที่ชอบติดตามข่าวธุรกิจคงเคยได้ยินคำว่า “CEO” กันมาบ้างแล้ว บ้างก็เห็นข่าวว่า CEO คนนี้ลาออก CEO คนนั้นมาใหม่ แต่รู้ไหมครับว่าจริงๆ แล้ว CEO นั้นทำอะไรกันแน่ ทำไมคนตำแหน่งนี้ถึงมีค่าตัวสูงลิบลิ่ว และทำไมการเปลี่ยน CEO แค่คนเดียวถึงทำให้บริษัทพลิกฟื้นหรือล่มสลายได้ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันครับ

สารบัญ

CEO คืออะไรกันแน่

CEO ย่อมาจาก Chief Executive Officer ภาษาไทยเรียกว่า “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” หรือบางที่ก็เรียกว่า “กรรมการผู้จัดการใหญ่” พูดง่ายๆ คือเจ้านายใหญ่สุดของบริษัทนั่นแหละครับ แต่ไม่ใช่เจ้าของบริษัทนะ (อันนี้หลายคนเข้าใจผิดกันบ่อย)

ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่ายๆ บริษัทก็เหมือนเรือลำหนึ่ง CEO คือกัปตันเรือที่ต้องพาเรือและลูกเรือทั้งหมดแล่นไปสู่จุดหมาย ต้องตัดสินใจว่าจะไปทางไหน จะหลบพายุอย่างไร จะจอดแวะพักที่ไหน ทุกการตัดสินใจส่งผลต่อความปลอดภัยของทั้งลำเรือ

แต่ที่น่าสนใจคือ CEO ไม่ใช่เจ้าของเรือ เจ้าของเรือที่แท้จริงคือผู้ถือหุ้น ส่วน CEO เป็นคนที่ผู้ถือหุ้นจ้างมาขับเรือให้ ถ้าขับได้ดีก็อยู่ต่อ ขับไม่ดีก็อาจโดนเปลี่ยนตัวได้ครับ

CEO ต่างจากผู้บริหารตำแหน่งอื่นอย่างไร

ในบริษัทใหญ่ๆ จะมีผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง แต่ละคนดูแลคนละด้าน มาดูกันว่าต่างกันยังไง

ตำแหน่ง ชื่อเต็ม รับผิดชอบหลัก เปรียบเทียบง่ายๆ
CEO Chief Executive Officer บริหารภาพรวมทั้งหมด กำหนดทิศทางบริษัท กัปตันเรือที่คุมทิศทางการแล่น
COO Chief Operating Officer ดูแลการดำเนินงานประจำวัน ต้นหนที่คอยดูให้เรือแล่นได้ลื่นไหล
CFO Chief Financial Officer จัดการเรื่องการเงิน งบประมาณ พ่อบ้านที่คุมกระเป๋าตังค์
CMO Chief Marketing Officer วางแผนการตลาด สร้างแบรนด์ นักประชาสัมพันธ์ที่ทำให้คนรู้จักเรา
CTO Chief Technology Officer พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ช่างเครื่องที่คอยอัพเกรดเรือให้ทันสมัย
CHRO Chief Human Resources Officer ดูแลบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร พี่เลี้ยงที่ดูแลความสุขของลูกเรือ

เห็นไหมครับว่า CEO เป็นคนที่ต้องมองภาพใหญ่ที่สุด คนอื่นๆ ดูแลเฉพาะส่วนของตัวเอง แต่ CEO ต้องมองทุกส่วนแล้วประสานให้ทำงานร่วมกันได้

งานหลักๆ ของ CEO มีอะไรบ้าง

หลายคนอาจคิดว่า CEO นั่งเฉยๆ แค่สั่งงาน แต่ความจริงแล้วมีภาระหน้าที่เพียบครับ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. วางวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางองค์กร

นี่คืองานสำคัญที่สุดของ CEO เลยครับ ต้องมองให้ไกลว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้า บริษัทควรจะไปอยู่ตรงไหน จะเติบโตไปทางไหน ตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเราจะปรับตัวยังไง

เหมือนการวางแผนเที่ยวทริปยาวๆ ต้องรู้ว่าจะไปไหน ไปทำไม ไปอย่างไร และถ้าเจอฝนจะทำอย่างไร

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สตีฟ จ็อบส์ ที่มีวิสัยทัศน์ว่าโทรศัพท์มือถือต้องทำได้มากกว่าโทร เลยสร้าง iPhone ขึ้นมา พลิกโฉมวงการสมาร์ทโฟนไปเลย

2. ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ

CEO คือคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในบริษัท ต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ที่กระทบทั้งองค์กร เช่น

  • จะควบรวมกิจการกับบริษัทอื่นไหม
  • จะขยายไปต่างประเทศหรือเปล่า
  • จะปิดสาขาที่ขาดทุนไหม
  • จะลงทุนพัฒนาสินค้าใหม่หรือไม่

การตัดสินใจพวกนี้ไม่ง่ายเลย เพราะผิดครั้งเดียวอาจทำให้บริษัทเจ๊งได้ แต่ถูกครั้งเดียวก็อาจทำให้รวยข้ามคืน

3. สร้างและรักษาวัฒนธรรมองค์กร

CEO มีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรยากาศการทำงานในบริษัท ว่าจะเป็นแบบสบายๆ เน้นความคิดสร้างสรรค์อย่าง Google หรือจะเคร่งครัดมีระเบียบแบบธนาคาร

วัฒนธรรมองค์กรสำคัญมากนะครับ เพราะมันกำหนดว่าพนักงานจะมีความสุขแค่ไหน ทำงานได้ดีแค่ไหน และบริษัทจะดึงดูดคนเก่งๆ มาร่วมงานได้หรือเปล่า

4. เป็นหน้าตาของบริษัท

เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับบริษัท คนแรกที่สื่อจะไปหาคือ CEO เวลาจะเจรจาธุรกิจใหญ่ๆ คู่ค้าก็อยากคุยกับ CEO นักลงทุนอยากฟังวิสัยทัศน์จาก CEO

CEO จึงต้องเก่งการสื่อสาร พูดเก่ง นำเสนอเก่ง และสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายได้ คำพูดของ CEO มีน้ำหนักมาก พูดผิดคำเดียวหุ้นอาจร่วงได้เลย

5. สร้างความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

CEO ต้องรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่าย ทั้ง:

  • ผู้ถือหุ้นที่อยากเห็นกำไรงาม
  • พนักงานที่อยากได้เงินเดือนและสวัสดิการดีๆ
  • ลูกค้าที่อยากได้สินค้าดีราคาถูก
  • ชุมชนที่อยากให้บริษัทรับผิดชอบต่อสังคม

เหมือนคนกลางที่ต้องทำให้ทุกคนพอใจ ซึ่งยากมากครับ เพราะบางทีความต้องการของแต่ละฝ่ายขัดกัน

6. วางแผนกลยุทธ์และติดตามผล

CEO ต้องวางแผนว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร ต้องใช้กลยุทธ์อะไร แล้วคอยติดตามว่าแผนที่วางไว้ได้ผลหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ผลต้องปรับอย่างไร

เปรียบเหมือนโค้ชฟุตบอลที่ต้องวางแผนการเล่น แล้วคอยดูว่าในสนามเป็นไปตามแผนไหม ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนแผนกลางเกม

ทักษะที่ CEO ต้องมี

การจะเป็น CEO ที่เก่ง ไม่ใช่แค่เรียนเก่งอย่างเดียว ต้องมีทักษะหลายด้านผสมกัน

ทักษะด้าน Hard Skills

ทักษะ ความสำคัญ ตัวอย่างการใช้
ความรู้ด้านธุรกิจ เข้าใจการเงิน การตลาด การผลิต อ่าน Financial Statement เป็น วิเคราะห์ตลาดได้
การวิเคราะห์ข้อมูล ตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก ใช้ Data Analytics ดูเทรนด์ตลาด
ความเข้าใจเทคโนโลยี รู้ว่า Tech ช่วยธุรกิจได้อย่างไร นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
การวางแผนเชิงกลยุทธ์ มองภาพระยะยาว คิดเป็นระบบ วาง Roadmap 5 ปี

ทักษะด้าน Soft Skills

ภาวะผู้นำ – ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ทำให้ทุกคนอยากตามเรา ไม่ใช่แค่ใช้อำนาจสั่ง

การสื่อสาร – พูดให้คนฟังเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับล่างหรือนักลงทุนระดับสูง

การตัดสินใจ – ต้องกล้าตัดสินใจแม้ข้อมูลไม่ครบ และรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้น

ความยืดหยุ่น – พร้อมเปลี่ยนแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ไม่ยึดติดกับวิธีเดิมๆ

EQ สูง – เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น จัดการอารมณ์ตัวเองได้ดี

ความท้าทายที่ CEO ต้องเจอ

อย่าคิดว่าการเป็น CEO จะสบายนะครับ ความจริงแล้วเครียดมาก มีแรงกดดันจากทุกทิศทาง

แรงกดดันด้านผลประกอบการ

ทุกไตรมาสต้องรายงานผลประกอบการ ถ้าไม่ดีตามเป้า ผู้ถือหุ้นก็จะไม่พอใจ หุ้นอาจตก คณะกรรมการอาจให้ออก

การตัดสินใจที่ยาก

หลายครั้งต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่แย่ทั้งคู่ เช่น ปลดพนักงาน 1,000 คน หรือปล่อยให้บริษัทขาดทุนจนเจ๊ง

การแข่งขันที่รุนแรง

คู่แข่งไม่เคยหลับ ต้องคอยระวังตลอดเวลา วันนี้เราเป็นผู้นำตลาด พรุ่งนี้อาจโดนแซงได้

Work-Life Balance แทบไม่มี

CEO หลายคนทำงาน 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แทบไม่มีเวลาส่วนตัว ครอบครัวก็เหงา สุขภาพก็แย่

ตัวอย่าง CEO ระดับโลกที่น่าสนใจ

มาดู CEO ดังๆ ที่สร้างปรากฏการณ์ให้วงการธุรกิจกันครับ

อีลอน มัสก์ (Tesla/SpaceX) – ขึ้นชื่อเรื่องวิสัยทัศน์บ้าๆ บอๆ แต่ทำสำเร็จจริง ทั้งรถไฟฟ้าและจรวดอวกาศ แถมยังซื้อ Twitter (X) มาปฏิวัติอีก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Berkshire Hathaway) – CEO ที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดคนหนึ่ง บริหารงานแบบเรียบง่าย ใช้ชีวิตแบบธรรมดา แต่รวยติดอันดับโลก

ทิม คุก (Apple) – รับช่วงต่อจากสตีฟ จ็อบส์ หลายคนไม่มั่นใจ แต่เขาพิสูจน์ตัวเองได้ พา Apple มีมูลค่าสูงสุดในโลก

ซันดาร์ พิชัย (Google) – จากวิศวกรธรรมดา ปีนขึ้นมาเป็น CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่ แถมยังนำ Google สู่ยุค AI

จาง อวิ๋น (ByteDance/TikTok) – สร้าง TikTok จนดังไปทั่วโลก แม้จะเจออุปสรรคทางการเมืองมากมาย

เส้นทางสู่การเป็น CEO

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากเป็น CEO บ้าง มีเส้นทางประมาณนี้ครับ

เส้นทางการศึกษา

ส่วนใหญ่จบปริญญาตรีหรือโท โดยเฉพาะ MBA จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ก็มี CEO หลายคนที่ไม่จบมหาวิทยาลัยแต่ประสบความสำเร็จ อย่างบิล เกตส์ หรือมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

เส้นทางประสบการณ์

มี 3 เส้นทางหลักๆ:

  1. ปีนขึ้นมาจากข้างใน – เริ่มจากพนักงานระดับล่าง ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ
  2. ย้ายมาจากบริษัทอื่น – มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารที่อื่นมาก่อน
  3. ก่อตั้งบริษัทเอง – เป็น Startup Founder แล้วบริษัทโต CEO ก็เป็นเราเลย

ทักษะที่ควรพัฒนา

  • เรียนรู้ตลอดชีวิต – อ่านหนังสือ เข้าคอร์ส ไปสัมมนา
  • สร้างเครือข่าย – รู้จักคนเยอะ มีที่ปรึกษาดีๆ
  • ฝึกการนำเสนอ – พูดในที่ชุมชน เขียนบทความ
  • เข้าใจหลายแผนก – อย่าทำแค่งานตัวเอง ต้องเข้าใจงานคนอื่นด้วย

CEO ในยุคใหม่ต้องปรับตัวอย่างไร

โลกเปลี่ยนเร็วมาก CEO ยุคนี้ต้องปรับตัวตามให้ทัน

เข้าใจเทคโนโลยี Digital

ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ต้องรู้ว่า AI, Blockchain, IoT คืออะไร ใช้ประโยชน์ยังไง

ใส่ใจ ESG

Environmental, Social, Governance – ต้องดูแลสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม บริหารอย่างโปร่งใส ไม่งั้นคนรุ่นใหม่ไม่อยากซื้อสินค้าเรา

จัดการทีม Remote

หลัง COVID-19 การทำงานที่บ้านเป็นเรื่องปกติ CEO ต้องบริหารทีมที่ไม่เจอหน้ากันได้

คิดแบบ Global

แม้เป็นบริษัทเล็กๆ ก็ต้องคิดว่าจะแข่งกับคนทั้งโลกได้อย่างไร เพราะ Internet ทำให้ทุกคนเป็นคู่แข่งกันหมด

สรุป

CEO คือตำแหน่งที่ทั้งท้าทายและน่าตื่นเต้น เป็นคนที่กำหนดชะตาชีวิตของบริษัทและคนนับพันนับหมื่น การตัดสินใจแต่ละครั้งอาจสร้างหรือทำลายมูลค่ามหาศาล

การเป็น CEO ที่ดีต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ความกล้าตัดสินใจ ทักษะการสื่อสาร และที่สำคัญคือหัวใจที่พร้อมรับแรงกดดันทุกรูปแบบ

ถ้าคุณกำลังฝันอยากเป็น CEO ขอบอกว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ครับ เริ่มจากการพัฒนาตัวเองทุกวัน เรียนรู้จากความผิดพลาด สร้างเครือข่ายที่ดี และที่สำคัญอย่าลืมว่า CEO ที่ยิ่งใหญ่ทุกคน ก็เคยเป็นมือใหม่มาก่อนเหมือนกัน

สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่า การเป็น CEO ไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่งและเงินเดือน แต่เป็นเรื่องของการสร้างคุณค่าให้กับสังคม การพัฒนาคน และการทำให้โลกนี้ดีขึ้นผ่านธุรกิจของเรา นั่นต่างหากคือความสำเร็จที่แท้จริงของ CEO ครับ

Scroll to Top